สถานที่สำคัญภายในวัดพุทไธศวรรย์
๑. พระมหาธาตุ (ปรางค์ประธาน) องค์พระปรางค์ซึ่งเป็นประธานของวัด ดั้งหันหน้าไปสู่ทิศตะวันออก อยู่บนฐานไพทีที่รองรับไปถึงมณฑปที่อยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้อีก ๒ หลัง ลักษณะโดยทั่วไปขององค์พระปรางค์ได้รับอิทธิพลรูปแบบของสถาปัตยกรรมมาจากประาสาทขอม ซึ่งเปรียบประดุจเขาพระสุเมรุ หรือเขาไกรลาศที่ประทับของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ ในการสร้างปราสาทตามคดีเดิมของขอม ได้จำลองตัวอาคารเรือนธาตุซ้อนกันเป็นชั้น ๆ ขึ้นไปตามลำดับ ซึ่งก็คือ วิมานของเทพเจ้า และมีเทพผู้รักษาทิศอยู่ครบทุกด้าน ประจำอยู่ตามทิศต่าง ๆ
พระมหาธาตุ หรือพระปรางค์ประธานองค์นี้ จะมีห้องพระครรภธาตุ ภายในมีพระเจดีย์ทรงปราสาทยอด ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีประวัติว่าได้เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น และมีอายุยืนยาวมาตลอดระยะเวลา ๔๐๗ ปี ของความเป็นราชธานีกรุงศรีอยุธยา วัดพุทไธศวรรย์ซึ่งจัดเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งมาตั้งแต่ปฐมกษัตริย์อยุธยา ย่อมต้องได้รับการทำนุบำรุงรักษามาโดยตลอด ดังนั้นรูปแบบของพระมหาธาตุองค์นี้จึงได้รับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ผิดกับพระมหาธาตุองค์อื่น ๆ ที่สร้างขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน เพียงแต่ยังคงมีรูปแบบแผนผังที่ยังคงอยู่เท่านั้น

๒. พระระเบียง โดยรอบองค์พระมหาธาตุมีพระระเบียงล้อมรอบผนัง ด้านนอกทึบ ด้านในมีเสารับเครื่องบนหลังคาและชายคาเป็นระยะ ๆ ทำให้ไม่มีผนังทางด้านใน ที่ริมผนังด้านทึบมีพระพุทธรูปนั่งเรียงอยู่โดยรอบ หลักฐานที่เกี่ยวข้องในพระระเบียงรอบพระปรางค์ประธาน คงเป็นพระพุทธรูปที่นังเรียงรายอจู่โดยรอบ พระพุทธรูปเหล่านั้นแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปหินทราย ฉาบปูนและลงรักปิดทอง ต่อมาได้ชำรุดทรุดโทรมลง ทำให้ปูนที่พอกกะเทาะหลุด พระพุทธรูปหินทรายซึ่งประกอบขึ้นด้วยหินทรายหลายชิ้นจึงตกหล่น และสูญหายไป พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคเงินบูณะพระพุทธรูปที่ชำรุดเหล่านั้นตามกำลังแห่งทรัพย์ที่ตนมีอยู่ ด้วยฝีมือช่างท้องถิ่น ทำให้พระพุทธรูปที่ซ่อมขึ้นใหม่มีลักษณะ เป็นไปตามกำลังทรัพย์ และฝีมือของช่างปั้นที่รับปั้น ดังนั้น พุทธลักษณะของพระพุทธรูปที่ออกมาจึงไม่เป็นที่น่าชื่นชมอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาได้ ท่านพระครูภัทรกิจโสภณ (หลวงพ่อหวล) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสได้รวบรวมศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา ทำการบูรณะปั้นใหม่ขึ้นมาทั้งมด เป็นแบบพิมพ์เดียวกัน โดยยึดเอาพุทธศิลปะแบบสุโขทัยเป็นหลัก
บนผนังระเบียงมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเนหือ มีภถาพจิตกรรมบนฝาผนังรูปเรือนแก้ว ส่วนที่เป็นรัศมีด้านหลังพระพุทธรูปที่นั่งเรียงอยู่ในพระระเบียง ลักษณะของภาพจิตกรรมเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๕ ภาพนี้คงจะเขียนขึ้นมาเมื่อครั้งมีการซ่อมปฏิสังขรณ์พระปรางค์ครั้งใหญ่ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๑
๓. พระอุโบสถ อย่างด้านตะวันตกของปรางค์ประธาน เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ยาว ๓๒ เมตร กว้าง ๑๔ เมตร ฐานค่อนข้างตรงไม่แอ่นท้องสำเภาเหมือนอาคารในสมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในมีพระพุทธรูปสามองค์ขนาดใหญ่ที่บนฐานชุกชี ได้รับการปฏิสังขรณ์ลงรักปิดทองใหม่ แม้รูปแบบของประติมากรรมจะดูไม่ชัดเจนนัก ว่าเป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น แต่ลักษณะของฐานพระพุทธรูปที่ทำเป็นบัวคว่ำบัวหงายอยู่บนฐานเขียงไม่สูงนั้น อาจสะท้อนให้เห็นได้ว่าพระพุทธรูปทั้งสามองค์นี้ มีอายุเก่าไปถึงสมัยอยุธยาตอนกลางราวพุทธศตวรรษที่ ๒๐ - ๒๑
ดดยรอบพระอุโบสถทั้ง ๘ ทิศ มีใบเสมาหินชนวนขนาดใหญ่ และหนา (๑๒๗ x ๙๒ x ๒๓.๕ ซ.ม.) จำนวน ๘ คู่ ๑๖ ใบ ลักษณะใบเสมามีรูปสามเหลี่ยมที่คอกับท้องเสมา กับรูปสี่เหลียมขนมเปียกปูนตะแคงตรงอกเสมาด้วย ที่ฐานเสมาเป็นบัวตื้น ๆ สันเสมาหนามากและคม ใบเสมาคงเป็นแบบหินยานลังกาเหมือนสมัยสุโทยตอนต้น ใบเสมาลักษณะเช่นเดียวกันนี้ ได้พบที่วัดมหาธาตุ ราชบูรณะ และวัดพระศรีสรรรเพชญ ซึ่งเป็นแบบที่นิยมทำให้สมัยอยุธยาตอนต้นทั้งสิ้น ส่วนใหญ่มักปักอยู่บนพื้นดิน
๔. วิหารพระพทธไสยาสน์ ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ในเขตพุทธาวาส ลักษณะของพระวิหารมีลักษณะแอ่นท้องสำเภาเล็กน้อย เจาะช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยมทางด้านยาวด้านละ ๓ ช่อง รวม ๖ ช่อง มีช่องประตูทางเข้า ๑ ช่อง เครื่องบนหลังคาหักพังไปหมดสิ้นแล้ว องค์พระพุทธไสยาสน์หันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก บรรทมตะแคงขวาหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ พระบาททางด้านทิศตะวันตกตรงกับช่องประตูทางเข้าพอดี แม้พระพุทธไสยาสน์องคร์นี้จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่แล้วก้ตาม แต่จากพุทธศิลป์และลักษณะรูปแบบของอาคาร อาจกำหนดอายุของพระพุทธไสยาสน์และพระวิหารหลังนี้ อยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๒๒ - ๒๓
๕. ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขตพุทธาวาส เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทย ๒ ชั้น ลักษณะอาคารเป็นทรงเรือสำเภา ขนาดความยาว ๗ ห้อง ชั้นบนมีประตูทางเข้า ๑ ประตู อยู่ทางทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตก ด้านละ ๑ ประตู มีหน้าต่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ด้านทิศตะวันออก ๗ ช่อง ทิศตะวันตก ๖ ช่อง ภายในอาคารมีภาพจิตกรรมฝาผนังโดยรอบ ชั้นล่างของอาคารมีช่องประตูและหน้าต่างเหมือนกับชั้นบน แต่หน้าต่างมี ลักษณะเป็นซุ้มโค้งยอดแหลม
ภาพจิตรกรรมในพระตำหนัก ทางด้านทิศเหนือหรือผนังด้านตัด เขียนเรื่องไตรภูมิโดยตอนบนสุดของผนังเขียนเป็นวิมานที่เรียงรายอยู่เป็นแถว ตลอดแนวผนังชั้นกลางเขียนเป็นเขาพระสุเมรุและเขาสัตตบรรพต แม่น้ำนทีสีทันดร ทางด้านทิศตะวันตกเป็นภาพป่าหิมพานต์ และการกำเนิดของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ ๔ สาย ที่ไหลออกมาจากปาก ช้าง ม้า วัว และสิงห์ ตอนล่างของภาพแสดงขุมนรกต่าง ๆ ทางด้านทิศตะวันออกเป็นรูปพระเวสสันดร
ผนังทางด้านทิศตะวันตก เริ่มต้นทศชาติ เรื่องพระเตมีย์ชาดก จากทางมุมด้านทิศเหนือเรียงลำดับไปจนสุดผนังทางด้านทิศใต้
ผนังทางด้านทิศใต้ เขียนภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งเหนือบัลลังค์ภายในซุ้มเรือนแก้ว มีมารซึ่งเป็นคนต่างชาติกำลังเข้ามาผจญ
ผนังด้านทิศตะวันออก เป็นภาพพระพุทธโฆษาจารย์ เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทที่ลังกา
ภาพต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นภาพจิตกรรมที่เขียนขึ้น ในสมัยอยุธยาตอนปลาย รัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ซึ่งมีอายุอยู่ในระหว่างปี พ.ศ. ๒๒๗๕ - ๒๓๑๐
๖. พระอนุสาวรีย์กษัตริย์ ๓ พระองค์ จัดสร้างขึ้นเมื่อ ปี พพ.ศ. ๒๕๓๓ โดยพระภัทรกิจโสภณ (หลวงพ่อหวล) เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ เพื่อเป็นสถานที่ให้ลูกหลานและคนรุ่นหลัง กราบไหว้ สักการะบูชา รำลึกถึงพระคุณของพระปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ผู้สร้างวัดพุทไธศวรรย์ (พระเจ้าอู่ทอง), พระมหากษัตริย์ผู้กู้ชาติ (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช) และพระอนุชา (สมเด็จพระเอกาทศรถ)
๗. วิหารองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่มีผู้คนกราบไหว้สักการบูชาตลอดวัน