จำนวนผู้เข้าชม

     เริ่มนับ 4 มกราคม 2550
เกี่ยวกับอาจารย์โชติ
วัตถุมงคลองค์พ่อฯ ปี'47
วัตถุมงคลองค์พ่อฯ ปี'50
เครื่องราง
สุดยอดมวลสารวัดพุทไธศวรรย์
ติดต่อเรา
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซด์จตุคามพุทไธฯ ดอทคอม.....วัตถุมงคลที่โชว์ในเว็บนี้มีองค์จริงทุกองค์.....
วัตถุมงคลวัดพุทไธศวรรย์
การชำระเงิน
 
วัดพุทไธศวรรย์  เป็ฯวัดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งวัดหนึ่ง  ในยุคต้นของสมัยกรุงศรีอยุธยา  ด้วยเป็นวัดที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑  (พระเจ้าอู่ทอง)  โปรดเกล้าฯ  ให้สร้างเมื่อ  พ.ศ. ๑๘๙๖    หลังจากทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานี  ๓  ปี  วัดพุทไธศวรรย์นับจากแรกสร้างจนถึงปัจจุบัน  จึงมีอายุรวมถึง  ๖๔๕  ปี
ด้วยเหตุที่วัดพุทไธศวรรย์ตั้งอยู่นอกเกาะเมืองอยุธยา  จึงทำให้ไ้ด้รับผลกระทบจากสงครามไทยกับพม่าครั้งต่าง  ๆ   น้อยมากเมื่อเทียบกับวัดอื่น ๆ  ซึ่งตั้งอยู่ภายในเกาะเมือง  ดังนั้นสิ่งก่อสร้างที่สำคัญส่วนใหญ่จึงยังคงสภาพดีอยู่  จะมีชำรุดเสียหายบ้างก็ด้วยสาเหตุของการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา  สภาพของอาคารสถานที่ต่าง ๆ  ทั้งภายในเขตพุทธาวาส  และเขตสังฆวาส  ของวัดพุทไธศวรรย์ ได้มีทั้งส่วนที่พัฒนาสร้างขึ้นใหม่  และส่วนที่บูรณะปฏิสังขรณ์จากของเดิมที่ชำรุดเสื่อมโทรมตามกาลเวลา  ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ  ที่ยังคงสภาพเหลืออยู่  จึงมีความสำคัญและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์  ให้ลูกหลานรุ่นหลัีงได้ศึกษาและเรียนรู้
สถานที่สำคัญภายในวัดพุทไธศวรรย์
 
๑.   พระมหาธาตุ  (ปรางค์ประธาน)  องค์พระปรางค์ซึ่งเป็นประธานของวัด  ดั้งหันหน้าไปสู่ทิศตะวันออก  อยู่บนฐานไพทีที่รองรับไปถึงมณฑปที่อยู่ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้อีก  ๒  หลัง  ลักษณะโดยทั่วไปขององค์พระปรางค์ได้รับอิทธิพลรูปแบบของสถาปัตยกรรมมาจากประาสาทขอม  ซึ่งเปรียบประดุจเขาพระสุเมรุ  หรือเขาไกรลาศที่ประทับของเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่  ในการสร้างปราสาทตามคดีเดิมของขอม  ได้จำลองตัวอาคารเรือนธาตุซ้อนกันเป็นชั้น ๆ  ขึ้นไปตามลำดับ  ซึ่งก็คือ  วิมานของเทพเจ้า    และมีเทพผู้รักษาทิศอยู่ครบทุกด้าน  ประจำอยู่ตามทิศต่าง ๆ
 
พระมหาธาตุ  หรือพระปรางค์ประธานองค์นี้  จะมีห้องพระครรภธาตุ  ภายในมีพระเจดีย์ทรงปราสาทยอด  ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  มีประวัติว่าได้เริ่มสร้างมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น  และมีอายุยืนยาวมาตลอดระยะเวลา ๔๐๗ ปี  ของความเป็นราชธานีกรุงศรีอยุธยา  วัดพุทไธศวรรย์ซึ่งจัดเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งมาตั้งแต่ปฐมกษัตริย์อยุธยา  ย่อมต้องได้รับการทำนุบำรุงรักษามาโดยตลอด  ดังนั้นรูปแบบของพระมหาธาตุองค์นี้จึงได้รับการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก  ผิดกับพระมหาธาตุองค์อื่น  ๆ  ที่สร้างขึ้นในระยะเวลาใกล้เคียงกัน  เพียงแต่ยังคงมีรูปแบบแผนผังที่ยังคงอยู่เท่านั้น
 
๒.  พระระเบียง  โดยรอบองค์พระมหาธาตุมีพระระเบียงล้อมรอบผนัง  ด้านนอกทึบ  ด้านในมีเสารับเครื่องบนหลังคาและชายคาเป็นระยะ ๆ  ทำให้ไม่มีผนังทางด้านใน  ที่ริมผนังด้านทึบมีพระพุทธรูปนั่งเรียงอยู่โดยรอบ  หลักฐานที่เกี่ยวข้องในพระระเบียงรอบพระปรางค์ประธาน  คงเป็นพระพุทธรูปที่นังเรียงรายอจู่โดยรอบ  พระพุทธรูปเหล่านั้นแต่เดิมเป็นพระพุทธรูปหินทราย  ฉาบปูนและลงรักปิดทอง  ต่อมาได้ชำรุดทรุดโทรมลง  ทำให้ปูนที่พอกกะเทาะหลุด  พระพุทธรูปหินทรายซึ่งประกอบขึ้นด้วยหินทรายหลายชิ้นจึงตกหล่น  และสูญหายไป  พุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคเงินบูณะพระพุทธรูปที่ชำรุดเหล่านั้นตามกำลังแห่งทรัพย์ที่ตนมีอยู่  ด้วยฝีมือช่างท้องถิ่น  ทำให้พระพุทธรูปที่ซ่อมขึ้นใหม่มีลักษณะ  เป็นไปตามกำลังทรัพย์  และฝีมือของช่างปั้นที่รับปั้น  ดังนั้น  พุทธลักษณะของพระพุทธรูปที่ออกมาจึงไม่เป็นที่น่าชื่นชมอันจะนำมาซึ่งความศรัทธาได้  ท่านพระครูภัทรกิจโสภณ  (หลวงพ่อหวล)  ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสได้รวบรวมศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธา  ทำการบูรณะปั้นใหม่ขึ้นมาทั้งมด  เป็นแบบพิมพ์เดียวกัน   โดยยึดเอาพุทธศิลปะแบบสุโขทัยเป็นหลัก
 
บนผนังระเบียงมุมด้านทิศตะวันตกเฉียงเนหือ  มีภถาพจิตกรรมบนฝาผนังรูปเรือนแก้ว  ส่วนที่เป็นรัศมีด้านหลังพระพุทธรูปที่นั่งเรียงอยู่ในพระระเบียง  ลักษณะของภาพจิตกรรมเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ ๕  ภาพนี้คงจะเขียนขึ้นมาเมื่อครั้งมีการซ่อมปฏิสังขรณ์พระปรางค์ครั้งใหญ่  ในปี  พ.ศ.  ๒๔๔๑
 
๓.  พระอุโบสถ  อย่างด้านตะวันตกของปรางค์ประธาน  เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน  ยาว  ๓๒  เมตร  กว้าง  ๑๔  เมตร  ฐานค่อนข้างตรงไม่แอ่นท้องสำเภาเหมือนอาคารในสมัยอยุธยาตอนปลาย  ภายในมีพระพุทธรูปสามองค์ขนาดใหญ่ที่บนฐานชุกชี  ได้รับการปฏิสังขรณ์ลงรักปิดทองใหม่  แม้รูปแบบของประติมากรรมจะดูไม่ชัดเจนนัก  ว่าเป็นศิลปกรรมสมัยอยุธยาตอนต้น  แต่ลักษณะของฐานพระพุทธรูปที่ทำเป็นบัวคว่ำบัวหงายอยู่บนฐานเขียงไม่สูงนั้น  อาจสะท้อนให้เห็นได้ว่าพระพุทธรูปทั้งสามองค์นี้   มีอายุเก่าไปถึงสมัยอยุธยาตอนกลางราวพุทธศตวรรษที่  ๒๐ - ๒๑
 
ดดยรอบพระอุโบสถทั้ง  ๘   ทิศ  มีใบเสมาหินชนวนขนาดใหญ่  และหนา  (๑๒๗ x ๙๒ x ๒๓.๕ ซ.ม.)  จำนวน  ๘  คู่  ๑๖  ใบ  ลักษณะใบเสมามีรูปสามเหลี่ยมที่คอกับท้องเสมา  กับรูปสี่เหลียมขนมเปียกปูนตะแคงตรงอกเสมาด้วย  ที่ฐานเสมาเป็นบัวตื้น  ๆ  สันเสมาหนามากและคม  ใบเสมาคงเป็นแบบหินยานลังกาเหมือนสมัยสุโทยตอนต้น  ใบเสมาลักษณะเช่นเดียวกันนี้  ได้พบที่วัดมหาธาตุ  ราชบูรณะ  และวัดพระศรีสรรรเพชญ  ซึ่งเป็นแบบที่นิยมทำให้สมัยอยุธยาตอนต้นทั้งสิ้น  ส่วนใหญ่มักปักอยู่บนพื้นดิน
 
๔.  วิหารพระพทธไสยาสน์  ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ในเขตพุทธาวาส  ลักษณะของพระวิหารมีลักษณะแอ่นท้องสำเภาเล็กน้อย  เจาะช่องหน้าต่างสี่เหลี่ยมทางด้านยาวด้านละ  ๓  ช่อง  รวม  ๖  ช่อง  มีช่องประตูทางเข้า  ๑  ช่อง  เครื่องบนหลังคาหักพังไปหมดสิ้นแล้ว  องค์พระพุทธไสยาสน์หันพระเศียรไปทางทิศตะวันออก  บรรทมตะแคงขวาหันพระพักตร์ไปทางทิศเหนือ  พระบาททางด้านทิศตะวันตกตรงกับช่องประตูทางเข้าพอดี  แม้พระพุทธไสยาสน์องคร์นี้จะได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่แล้วก้ตาม  แต่จากพุทธศิลป์และลักษณะรูปแบบของอาคาร  อาจกำหนดอายุของพระพุทธไสยาสน์และพระวิหารหลังนี้  อยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่  ๒๒ - ๒๓
 
๕.  ตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเขตพุทธาวาส  เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงไทย  ๒  ชั้น  ลักษณะอาคารเป็นทรงเรือสำเภา  ขนาดความยาว  ๗  ห้อง  ชั้นบนมีประตูทางเข้า  ๑  ประตู  อยู่ทางทิศเหนือ  ทิศใต้  และทิศตะวันตก  ด้านละ ๑ ประตู  มีหน้าต่างรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ด้านทิศตะวันออก  ๗  ช่อง  ทิศตะวันตก  ๖  ช่อง  ภายในอาคารมีภาพจิตกรรมฝาผนังโดยรอบ  ชั้นล่างของอาคารมีช่องประตูและหน้าต่างเหมือนกับชั้นบน  แต่หน้าต่างมี  ลักษณะเป็นซุ้มโค้งยอดแหลม
 
ภาพจิตรกรรมในพระตำหนัก  ทางด้านทิศเหนือหรือผนังด้านตัด  เขียนเรื่องไตรภูมิโดยตอนบนสุดของผนังเขียนเป็นวิมานที่เรียงรายอยู่เป็นแถว  ตลอดแนวผนังชั้นกลางเขียนเป็นเขาพระสุเมรุและเขาสัตตบรรพต  แม่น้ำนทีสีทันดร  ทางด้านทิศตะวันตกเป็นภาพป่าหิมพานต์  และการกำเนิดของแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์  ๔   สาย   ที่ไหลออกมาจากปาก  ช้าง  ม้า  วัว  และสิงห์  ตอนล่างของภาพแสดงขุมนรกต่าง  ๆ  ทางด้านทิศตะวันออกเป็นรูปพระเวสสันดร
 
ผนังทางด้านทิศตะวันตก  เริ่มต้นทศชาติ  เรื่องพระเตมีย์ชาดก  จากทางมุมด้านทิศเหนือเรียงลำดับไปจนสุดผนังทางด้านทิศใต้
 
ผนังทางด้านทิศใต้  เขียนภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งเหนือบัลลังค์ภายในซุ้มเรือนแก้ว  มีมารซึ่งเป็นคนต่างชาติกำลังเข้ามาผจญ
 
ผนังด้านทิศตะวันออก  เป็นภาพพระพุทธโฆษาจารย์  เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทที่ลังกา
 
ภาพต่าง ๆ  เหล่านี้ล้วนเป็นภาพจิตกรรมที่เขียนขึ้น  ในสมัยอยุธยาตอนปลาย  รัชกาลพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  ซึ่งมีอายุอยู่ในระหว่างปี  พ.ศ.  ๒๒๗๕ - ๒๓๑๐
 
๖.  พระอนุสาวรีย์กษัตริย์  ๓  พระองค์  จัดสร้างขึ้นเมื่อ  ปี  พพ.ศ. ๒๕๓๓  โดยพระภัทรกิจโสภณ (หลวงพ่อหวล)  เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์  เพื่อเป็นสถานที่ให้ลูกหลานและคนรุ่นหลัง  กราบไหว้  สักการะบูชา   รำลึกถึงพระคุณของพระปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา   ผู้สร้างวัดพุทไธศวรรย์   (พระเจ้าอู่ทอง),   พระมหากษัตริย์ผู้กู้ชาติ   (สมเด็จพระนเรศวรมหาราช)   และพระอนุชา   (สมเด็จพระเอกาทศรถ)
 
๗.  วิหารองค์พ่อจตุคามรามเทพ ที่มีผู้คนกราบไหว้สักการบูชาตลอดวัน