จำนวนผู้เข้าชม

     เริ่มนับ 4 มกราคม 2550
เกี่ยวกับอาจารย์โชติ
วัตถุมงคลองค์พ่อฯ ปี'47
วัตถุมงคลองค์พ่อฯ ปี'50
เครื่องราง
สุดยอดมวลสารวัดพุทไธศวรรย์
ติดต่อเรา
ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซด์จตุคามพุทไธฯ ดอทคอม.....วัตถุมงคลที่โชว์ในเว็บนี้มีองค์จริงทุกองค์.....
วัตถุมงคลวัดพุทไธศวรรย์
การชำระเงิน
 
   
 
                                       
 
              วัดพุทไธศวรรย์  ตั้งอยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม  อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุยา  นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทางดานทิศใต้  ปัจจุบันมีอาณาเขตเนื้อที่  ๔๖  ไร่  ๒  งาน  ๔๖  ตารางวา
มีอาณาเขตติดต่อดังนี้                    ทิศเหนือ                    ติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา
                                                ทิศใต้                        ติดต่อกับที่ของวัดตำหนัก  (ร้าง)
                                                ทิศตะวันออก              ติดต่อกับโรงเรียนพุทไธศวรรย์
                                                ทิศตะวันตก                ติดต่อกับบ้านเรือนราษฎร
             ในสมัยกรุงศรีอยุธยาวัดพุทไธศวรรย์  เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งมีฐานะเป็นพระอารามหลวง  (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, ๒๕๑๐, หน้า ๒๑๕)  ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑  (พระเจ้าอู่ทอง)   โปรดเกล้าฯ  ให้สร้างขึ้นหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว  ๓  ปี   โดยเลือกภูมิสถานบริเวณที่เรียกกันว่า   ตำบลเวียงเหล็ก    เรื่องราวของการสร้างวัดนี้ปรากฎอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า
 
"ศักราช  ๗๑๕  ปีมะเส็ง  เบญจกศก  (พ.ศ. ๑๘๙๖)  วันพฤหัสบดี  เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ เพลา ๒ นาฬิกา ๕ บาท  ทรงพระกรุณาตรัสว่า  ที่พระตำหนักเวียงเหล็กนั้นให้สถาปนาพระวิหารและพระมหาธาตุเป็นอาราม  แล้วให้นามชื่อ   วัดพุทไธศวรรย์"
(พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา,  ๒๕๐๗,  หน้า ๓)
             พระตำหนักเวียงเหล็ก   ที่กล่าวไว้ในพงศาวดารนี้  คื้อ  บริเวณที่ประทับเดิมของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑  (พระเจ้าอู่ทอง)  ก่อนที่จะยกข้ามแม่น้ำไปสร้างพระราชงวังที่    ตำบลหนองโสน  หรือที่เรียกว่า  "บึงพระราม"  ในปัจจุบันสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีใน  พ.ศ. ๑๘๙๓
 
                   
 
             ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา  ของสมเด็จพระจ้าอู่ทอง  ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยานั้นในปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์  ซึ่งยังหาข้อสรุปที่ยุติยังไม่ได้  นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง  และสรุปได้  ๓  ทฤษฎี  คือ
 
ทฤษฎีที่  ๑  เชื่อกันว่าพระเจ้าอู่ทอง  เป็นชามาดา  (ลูกเขย)  เจ้าเมืองสุพรรณบุรี  เป็นเชื้อสายของเจ้าชายไชยศิริ  แห่งเมืองเชียงราย  ซึ่งอพยพถอยร่นกันมาจากเมืองเหนือ  ผ่านดินแดนต่าง ๆ จนกระทั่งมาตั้งถิ่นฐานทำกินที่เมืองอู่ทอง  จังหวัดสุพรรณบุรี  ต่อมาได้หนึโรคห่า  มาตั้งนครหลวงใหม่ที่เมืองอโยธยาใสนปี  พ.ศ.  ๑๘๙๐  นักปราชญ์รุ่นต่อมาจึงเรียกกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายต่อกันมาว่า  วงศ์เชียงราย
 
ทฤษฎีที่  ๒  เป็นเจ้าเมืองเพชรบุรี  ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากขาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามายังเมืองปัตตานี  แล้วอพยพเดินทัพจ้ามาทางเมืองนครศรีธรรมราช  และเพชรบุรี  จนกระทั่งตั้งพระนครศรีอยุธยาเป็นราธานี   ทฤษฎีนี้ไม่ได้ให้กำเนิดชาติวงศ์ไว้ชัด   แต่ก็ได้สรุปเป็นแนวทางว่าพระเจ้ากรุงจีน  ได้เมตตาอนุญาตให้เข้าไปค้าขายในประเทศจึนได้เป็นกรณีพิเศษ
 
ทฤษฎีที่  ๓  เป็นเจ้าชายเมืองลพบุรี  (อาจเชื้อสายขอม?)  เจ้าของทฤษฎีนี้ได้แก่  สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ซึ่งทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่พระยาอนุมานราชธน  อธิบดีกรมศิปลากร  แต่ไม่ทันได้ให้เหตุผลชัดเจนท่านได้ทิวงคตเสียก่อน    พระยาโบราณราชธานินทร์  จึงกำหนดอายุของเมืองอยุธยาว่าในสมัยต้น  เป็นทราวดี  และนายมานิต  วับลิโภดม  อดีตภัณฑารักษ์พิเศษ  กรมศิลปากร  ได้ศึกษาขยายความ  ปรากฏรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความเรื่องละโว้ - อยุธยา - ตามพรลิงค์  ว่าเป็นกษัตริย์เมืองละโว้ - อโยธยา
ในจดหมายเหตุโหรได้กล่าวถึง  เหตุการณ์ครั้งที่พรเจ้าอู่ทอง  ทรงอพยพพาไพร่พลหนีโรคภัยมาจากเมืองอู่ทองนั้น  ในตอนแรกได้มาตั้งที่ตำบลเวียงเหล็ก  เมื่อปีกุน  จุลศักราช  ๗๐๙  (พ.ศ. ๑๘๙๐)  และได้พักไพร่พลอยู่  ณ  ที่นี้ถึง  ๓  ปี  จนกระทั้งเห็นว่าไพร่พลของพระองค์พ้นจากความอิดโรย  มีความเข้มแข็งขึ้น  จึงยกไพร่พลข้ามแม่น้ำมาสร้างพระนครศรีอยุยา  อยู่ในบริเวณปัจจุบันและทำพระราชพิธีราชาภิเษกสถาปนาพระนคร  เมือปีเถาะ  โทศก  จุลศักราช  ๗๑๒ (พ.ศ. ๑๘๙๓)  (กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา  ฉบับพระราชหัตถเลขา  เล่ม  ๑, ๒๕๑๖,  หน้า  ๓๘๒)
ครั้นเมื่อพระองค์ครองราชย์สมบัติได้  ๓  ปี ใน พ.ศ. ๑๘๙๖  (จ.ศ. ๗๑๕)  จึงได้สถาปนาพระอารามขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสร้างชาติของพระองค์  ด้วยความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น
 
การศึกษาของประยูร  อุลุชาฎะ  (น. ณ ปากน้ำ)  ได้ระบุว่า  บริเวณที่ตั้งพระตำหนักเวียงเหล็กนั้น  ตั่งอยู่ภายในเขตของเมืองปะทาคูจาม  (ปะทา  แปลว่า ป้อม  และจาม  หมายถึง  ชาวเวียดนามที่นับถือศาสนาอิสลาม)  ซึ่งตั้งอยู่บริเวณคลองปะจาม  ซึ่งอยู่ถัดวัดพุทไธศวรรย์ไปทางทิศตะวันออกไมไกลนัก  (น. ณ ปากน้ำ, ๒๕๑๖, หน้า ๔๕)  อันปรากฎในแผนที่ของชาวต่างชาติ  ว่าเป็นบริเวณที่ตั้งถิ่นฐาน  ของชาวญวนในสมัยอยุธยา  (อัมพร  สายสุวรรณ,  แผนผังกรุงศรีอยุธยาไม่มีเลขหน้า)  ในสมัยอยุธยา  บริเวณปากคลองคูจามนี้  เป็นตลาดน้ำที่ใหญ่ที่สุด  ๑  ใน  ๔  ตลาดของกรุงศรีอยุธยา  ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นบริเวณที่มีชุมชนขนาดใหญ่และมีความสำคัญอาศัยอยู่บริเวณนี้  (กรมศิลปกร, ๒๕๑๑, หน้า ๑๗๐)
 
ประยูร  อุลุชาฎะ  ได้สันนิษฐานว่าคลองคูจามนี้มีความสำคัญในฐานะที่เป็นคูเมือง  ของเมืองปะทาคูจาม  ตัวเมืองอาจเป็นที่ดินซึ่งเรียกว่า  แหลมบางกะจะ  ในเขตตำบลสำเภาล่ม  อันโอบล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศเหนือ  และแม่น้ำเจ้าพระยา  ซึ่งไหลโอบจากวัดพนัญเชิง  ลงใต้ทางทิศตะวันออก  ส่วนคลองปะจามนั้นอยู่ทางทิศตะวันตก  หรือตัวเมืองปะทาคูจามอาจจะเป็นบริเวณ  ตำบลเวียงเหล็ก  ที่วัดพุทไธศวรรย์  โดยมีคลองปะจามเป็นคูเมืองทางทิศตะวันออก  คลองตะเคียงเป็นคูเมืองทางทิศตะวันตก  มีแม่น้ำเจ้าพระยาโอบทั้งทางทิศเหนือและใต้
 
และจากข้อความที่ระบุเหตุการณ์  ในสมัยอยุธยาตอนต้นเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณปะทาคูจาม  ในพระราชพงศาวดารกรุงศีอยุยา  ทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่าในสมัยอยุธยาตอนต้นนั้น  ปะทาคูจากมีลักษณะเป็นวังหน้า  ดังข้อความนี้
 
*** "ศักราช   ปีเถาะ นพศก สถาปนาวัดภูเขาทอง เพลาเย็น  เสด็จไป  ณ  พระที่นังมังคลาภิเษก  ท้าวมณเฑียรซึ่งถึงอนิจกรรมแต่ก่อนหน้านั้นมานั่งขวางทางเสด็ขอยู่แล้วแลหายไป  สมเด็จพระราาเมศวรบรมพิตรก็เสด็จสวรรคต  อยู่ในราชสมบัติหกปี  จึงพระยาราม  ผู้เป็นพระราชบุตร  ได้ครองราชย์สมบัติได้ห้าปี  สมเด็จพระยารามเจ้ามีความพิโระแก่เจ้าพระยามหาเสนาบดี  ดำรัสสั่งให้กุมเอาตัวไป  เจ้าพระยามหาเสนาบดี  หนีรอดไป  อยู่ฟากปะทาคูจามจึงให้เสด็จสมเด็จพระอินทราชา  ณ  เมืองสุพรรณบุรีเสด็จเข้ามาถึง  จึงเจ้าพระยามหาเสนาบดี  ยกเข้าปล้นเอาพระนครศีอยุธยาได้  จึงเชิญสมเด็จพระอินทราชาขึ้นครองราชย์  สมบัติในศักราช  ๗๖๓  ปีมเสง  ตรีศก  ให้สมเด็จพระยารามไปกิน  เมืองปะทาคูจาม" ***
(น. ณ ปากน้ำ, ๒๕๐๖, หน้า ๔๕)
ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  วัดพุทไธศวรรย์  ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่า  ในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุงฯ  เพื่อทำการรบกับกรุงศรีอยุธยา  เนื่องจากวัดพุทไธศวรรย์  เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา  กล่าวคือ  เมื่อครั้งที่พระเจ้าเบเรงนอง  แห่งกรุงหงสาวดี  หรงส่งพระราชสานส์น  มาขอม้าและช้างเผือก  จากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ  แต่ถูกปฏิเสธ  พระเจ้าบุเรงนองจึงยกทัพเข้ามาและกวาดต้อนเอากำลังทางหัวเมืองของไทยมาสมทบด้วย  เมื่อยกทัพมาถึงกรุงศรีอยุธยา  ดังจข้อความว่า
"ในวันพุธ  เดืนอยี่  แรม  ๑๐  ค่ำ  ศักราช  ๙๐๐  ปีระกา  เอกศก  (พ.ศ.  ๒๐๙๒)  จึงโปรดให้พระมหาอุปราช  เป็นกองหน้าตั้งค่าย  ณ  ตำบลเพนียด  ทัพพระเจ้าแปรเป็นปีกซ้าย  ตั้งค่าย  ณ  ตำบลทุ่งโพธาราม  ทัพพระเจ้าอังวะเป็นปีกขวา  ตั้งค่าย  ณ  ตำยบลพุทไธศวรรย์  ทัพพระยาตองอู  ทัพพระยาจิตตอง  ทัพพระยาละเคิ่ง  เกียกกาย  ตั้งค่ายวัดท่าการ้องลบงไปถึงวดัไชยวัฒนาราม  ทัพพระยาพสิน,  ทัพพระยาสะเรียง  กองหน้าทัพหลวงตั้งค่าย  ณ  ตำบลลุ่มพลี  ทัพหลวงตั้งค่าย  ณ  ตำบลวัดโพธิ์เผือก  ทุ่งขนอนปากคู  ทัพสเมด็จพระมหาธรรมราชาธิราช  ตั้งค่าย ณ  ตำบลมะขามหย่อง  (หลังค่ายหลวง)"
**(ศรีอยุธยา, ๒๕๑๕,  หน้า  ๗๕)
ในรัชการสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘  (ขุนหลวงสรศักดิ์  หรือ  สมเด็จพระเจ้าเสือ)  ราว  พ.ศ.  ๒๒๔๓  สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ  และสมเด็จกรมหลวงโยธาทิพ  สมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย  และฝ่ายขวาในสมเด็จพระเพทราชา  ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าเสือ  ออกจากพระราชวัง  พร้อมด้วยเจ้าตรัสน้อยราชบุตร  (พระราชโอรสจองสมเด็จพระเพทราชา)  ไปตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดพุทไธศวรรย์  ครั้นเมื่อปีมะโรง  โทศก  เจ้าตรัสน้อยพระชนม์ครบ  ๑๓  พรรษา  เจ้ากรมหลวงโยธาเทพพระราชมารดานั้น  ก้ได้กระทำมหามงคลพิธีโสกันต์พระราชบุตร  ครั้นโสกันต์แล้วจึงให้ไปทรงผนวชเป็นสามเณร  อยู่ในสำนักพระพุทธโฆษาจารย์  ราชาคณะ  เพื่อทรงเรียน  พรปริยัติไตรปิฎกธรรม  และคัมภีร์เลขยันต์มนตร์คาถาสรรพวิทยาคุณต่าง ๆ จนกระทั่งพระชนม์ได้ ๑๘  พรรษา  จึงลาผนวช  ออกเที่ยวเรียนศิลปศาสตร์  แขนงต่าง ๆ จนพระชนม์ครบอุปสมบทก็ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ  (กรมศิลปากร,  ๒๕๑, หน้า ๑๗๔)
 
ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย  ได้มีเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารระบุว่า  บริเวณวัดพุทไธศวรรย์นั้น  ได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบการเมรุที่สำคัญถึง  ๒  ครั้ง  กล่าวคือ
ในรัชกาลสมัยพระเจ้าอยู่ทัวห้ายสระ  ปี  พ.ศ.  ๒๒๕๘  กรมหลวงโยธาทิพทิวงคต  ณ  ตำหนักริมวัดพุทไธศวรรย์  จึงได้จัดงานพระศพตามพระราชประเพณี  ดังข้อความว่า
" ณ  ปีมะแม  สัปตศกนั้น...ในปีนั้น  เจ้าพระอัยยิกา  กรมหลวงโยธิทิพทิวงคต  ณ  พระตำหนัก  วัดพุทไธศวรรย์นั้น  สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ขช่างไม้กระทำการเมรุ  ขื่อยาว  ๕  วา  ๒  ศอก  โดยสูง  ๒๐  วา  ๒  ศอก  และพระเมรุทองกลาง  และการพระเมรุทั้งปวงนั้น  ๖  เดือนเศษจึงแล้วเชิญ  พระโกศทองขึ้นราชรถ  พร้อมเครื่องอลงกตแห่แหนเป็นอันมากนำมาสู่พระเมรุทอง  และการที่บูชาให้ทานทั้งปวง  ตามอย่างราชประเพณีมาแต่ก่อนสมโภช ๗  วัน  การพระศพนั้นสำเร็จบริบูรณ์"
**  (กรมศิลปากร, ๒๕๐๖, หน้า ๒๐๒)
 
ต่อมา  ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมเด็จกรมหลงงโยธาเทพ  ได้ทิวงคตลง  ณ  ตำหนักริมวัดพุทไธศวรรย์  พระองค์ได้ทรงโปรดให้ทำการเมรุ  ณ  วัดพุทไธศวรรย์  ดังข้อความว่า
"ในปีเถาะ  สมเด็จพระอัยกีกรมหลวงโยธาเทพ  ซึ่งเสด็จอยู่  ณ  พระตำหนักริมวัดพุทไศวรรย์นั้นดับสูญสิ้นพระชนม์  จึงโปรดให้ทำพระเมรุมาศขนาดน้อย  ณ  วัดพุทไธศวรรย์นั้น  แล้วเชิญ  พระโกศขึ้นพระยานุมาศแห่มาเข้าพระเมรุ  พระราชทานพระสงฆ์สดับปกรณ์  และมีงานมหรสพสามวัน   แล้วเสด็จไประราชทานเพลิง   ตามโบราณราชประเพณีสืบ ๆ กันมา"
(กรมศิลปากร,  ๒๕๑๖,  หน้า ๒๒๑)
วัดพุทไธศวรรย์น่าจะมีควาสำคัญมากขึ้นใน  พ.ศ. ๒๒๙๓   เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ  ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้นำคณะฑูตชาวสิงหลไปนมัสการและประกอบศาสนกิจที่วัดพุทไธศวรรย์  โดยการเข้ามาของคณะฑูตชาวสิงหลในครั้งนี้ปรากฎ  ข้อความในราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า
"ลุศักราช  ๑๑๑๕  ปีระกา  เบญจศก  ฝ่ายพระเจ้ากิตติศิริราชสีห์  ได้เสวยสมบัติในเมืองสิงขัณฑนคร  เป็นอิสราธิบดีในลังกาทวีป  ครั้งนั้น   พระพุทธศาสนาในเกาะลังกาหาพระภิกษุสงฆ์ไม่ได้  จึงแต่งให้ศิริวัฒนอำมาตย์เป็นราชฑูต  กับอุปฑูต  ตรีฑูตจำทูลพระราชสานส์นคุมเครื่องมงคลราชบรรณาการ  มีพระบรมสารีริกธาตุเป็นอาทิ  มากับกำปั่นโอลันขาพานิชวิลันดาเข้ามาจำเริญทางพระราชไมตรี ณ  กรุงเทพมหานคร  จะขอพระภิกษุสงฆ์ออกไปให้อุสมบทบวช  กุลบุตร  สืบพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป  ทรงพระกรุณาดำรัสสั่งให้จัดแจงรับฑูตานุฑุตลังกาตามธรรมเนียม...แล้วโปรดให้อาราธนา   พระอุบาลี  พระอริยมุนี  พระราชาคณะสองพระองค์กับพระสงฆ์อันดับสิบ สองรูป  ออกไปตั้งพระพุทธศาสนาบวชกุลบุตรไว้ในลังกาทวีป..."
(กรมศิลปากร,  ๒๕๑๖, หน้า ๒๓๕)
ใหนังสือ  "เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป"  ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่คณะราชฑูตลังกา  ได้เข้ามาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศนี้  โดยได้ระบุว่าในจดหมายเหตุราชฑูตลังกาซึ่งเข้ามาในช่วงนั้น  ได้มีการเขียนบันทึกพรรณนาถึงสภาพของวัดพุทไธศวรรย์ไว้อย่างละเอียด  ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่ง  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งก่อสร้างภายในวัดพุทไธศวรรย์  ในช่วงอยุธยาตอนปลาย  (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ๒๕๐๓, หน้า ๑๒๔)
 
แต่พระองค์ทรงตัดตอน  ไม่ได้บรรยาไว้ในหนังสือนั้นเอกสารที่ระบุรายละเอียดของวัดพุทไธศวรรย์นี้  ได้รับการแปลและตีพิพ์ในวารสาร Journal of the Royal Asiatic Society, Ceylon Branch, Vol. XVIII, No. 54 (1903), PP, 22-26.  โดยอ้างอิงจาก  P.E. Pieris, "An Account of King kirti Sri' Embassy to Siam in 1672 Saka (1750 A.D.)   มีข้อความดังนี้
"เจ็ดวันต่อมาในวันศุกร์  เป็นวันเพ็ญ ข้าราชการสองคนมาพบเราและบอกว่า  มีพระบรมราชโองการให้เราไปที่วัดสองวัดในวันนี้ เราจึงเดินทางโดยเรือไปที่วัดเรียกว่า วัดพุทไธ-ศวรรย์  ( Puthi  Suwan)  ซึ่งจะอธิบายดังต่อไปนี้  ทางด้านขวามือของแม่น้ำใหญ่มีทุ่งกว้างที่สิ้นสุดลงที่ฝั่งแม่น้ำ  ณ  ที่นี้มีอาคารหลังคาสองชั้นสร้างเป็นรูปจัตุรัส  มีประตูอย่  สี่ประตู  ทั้งสี่ด้าน  ผนังทั้งสี่ประดิษฐานพระพุทธรูปปิดทองสองร้อยองค์  ภายในประตูทางด้านทิศตะวันออกมีรอยพระพุทธบาทจำลอง  รูปมงคลบนรอยพระพุทธบาทนั้น  ปิดทองตรงกลางของจัตุรัสมี  พระปรางค์  (dagava)  ใหญ่ปิดทอง  มีสี่ประตู  เมื่อเข้าประตู  ด้านทิศตะวันออกแล้วจะมีบันไดศิลาปิดทอง  พระมหาธาตุนั้นประดิษฐานอยู่ภายในห้องคูหาของพระปรางค์  ห้องนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เดินประทักษิณได้โดยรอบพระมหาธาตุ  โดยไม่ต้องเข้าไปใกล้พระธาตุ  ภายในพระปรางค์ยังมีรอยพระบาทจำลองปิดทองอีกด้วย  เคียงข้างประตูทิศตะวันออก  มีพญานาคห้าเศียรเลื้อยลงสู่พื้นดินทางด้านทิศเหนือของพระปรางค์มีวิหารหลังคาสองชั้น  มีชุกชีอยู่ตรงกลางบนฐานนี้มีพระพุทธรูปประทับปิดทอง  สูง  ๑๒  ศอก  ทางด้านทิศตะวันออกหันหน้าไปทางพระปรางค์  มีวิหารหลังคาห้าชั้น  ผูกเพดานด้วยผ้าและประดับด้วยจิตรกรรมปิดทองเสากลางห้องปิดด้วยแผ่นทองคำ  บนชุกชีกลางห้องนั้นมีพระพุทธรูปทองคำขนาดเท่าคน  เคียงข้างด้วยรูปปิดทองคล้ายกับสองรูปพระสาวกสำคัญ  พระสารีบุตรมหาสามิ  และพระมหาโมคคลานะมหาสามิ  และรูปอื่น ๆ อีกมากมาย  ตอนบนของประตูทางเข้าต้งแต่หลังคาถึงทับหลังประตูมีจิตรกรรมปิดทองรูปพระพุทธเจ้าในสวรรค์ของท้าวสักกะ  พระพุทธองค์ประทับบนบัลลังก์สีขาว  ทรงเทศนาพระอภิธรรมอันประเสริฐ  โปรดพระอิศวร  (Maha Deva)  และเทพ  และพรหมในโลกที่ยังไม่มีการครบถ้วนและมีภาพตอนเมื่อทรงเทศนาเสด็จลงจากสวรรค์โดยบันไดทองสู่ศากยะปุระ (Sakaspura)  พระวิหารหลังนี้มีกำแพงและประตูล้อม  อย่างมั่นคง  รอบ ๆ  มีอาคารที่รื่นรมย์และกุฏิสงฆ์เต็มไปด้วยผู้ทรงศีล  ผู้ศรัทธาที่สูงศักดิ์  อุบาสิกา"
(พิริยะ  ไกรฤกษ์, ๒๕๓๖, หน้า ๓๕)
หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว  ก็ไม่มีหลักฐานทางด้านเอกสารใดกล่าวถึงวัดพุทไธศวรรย์อีกจนกระทั่งถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์  ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ  พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเทพพลภักดิ์  ซึ่งบัญชาการกรมพระคชบาล  เสด็จออกไปชมเพนียดทรงพบว่าที่ด้านหน้ามุขของปรางค์ประธานวัดพุทไธศวรรย์นั้น  มีพระรูปพระเจ้าอู่ทองตั้งอยู่  ต่อมาเข้าจึงกราบทูลมายังสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ  พระองค์จึงโปรดให้อัญเชิญ  เทวรูปนั้นลงมากรุงเทพฯ  ในพ.ศ.  ๒๓๒๗  แล้วโปรดให้หล่อดัดแปลงใหม่เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง  หุ้มเงินทั้งองค์  และโปรดให้ประดิษฐานไว้  ณ  หอพระเทพบิดรภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปัจจุบัน  ส่วนรูปที่เรียกกันว่า  "พระเจ้าอู่ทอง"  ในปัจจุบันนี้  เป็นของหล่อขึ้นใหม่แทนของเดิม  ทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย  ประทับยืนอยูภายในซุ้มจระนำบริเวณผนังด้านทิศเหนือของมุขด้านทิศตะวันออก  (พวงทอง  สิริสำลี, ๒๕๑๑, ๔๑)  เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฎข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัขกาลที่ ๑  ดังนี้
"...โปรดให้เชิญพระเทพบิดร  คือ  พระรูปสมเด็จพระรามาบดี  (อู่ทอง)  ซึ่งเป็นปฐมวงศ์ สร้างกรุงเก่ามาแปลงเป็นพระพุทธรูปหุ้มเงินปิดทองประดิษฐานไว้ในพระวิหาร  พระวิหารนั้น  พระราชทานนามว่า  หอพระเทพบิดร..."
** (เพระยาทิพากรวงศ์, ๒๕๒๖, หน้า ๔๘)
ในรัชกาลสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  วัดพุทไธศวรรย์  เป็นวัดในกรุงศีอยุธยาวัดหนึ่งที่พระองค์ทรงเสด็จมาพระราชทานพระกฐินโดยกระบวนพระยุหยาตราทางชลมารค  เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานพระกฐิน  ณ  เมืองปทุมธานี  และกรุงเก่าหรือพระนครศรีอยุธยา  ดังปรากฎข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์พระราชทานพระกฐินครั้งนี้ในจดหมายเหตุ  ในรัชกาลที่ ๔  ดังนี้
"จะเสด็จทางชลมารค  เป็นกระบวนพยุหยาตราตามอย่างครั้งเมื่อเสด็จในเดือน  ๔  แล้วมา  แต่ครั้งนี้จะทรงพระราชทานพระกฐินเมืองปทุมธานี  เมืองกรุงเก่า  เป็นพระราชประสงค์  กำหนด  ณ  วันอาทิตย์  เดือน  ๑๒  ขึ้น  ๒  ค่ำ  ปีเถาะ  สัปตศก  เพลา  ๓  ยาม  ให้กระบวนพร้อม  จะเสด็จแต่ยังไม่รุ่ง  เมื่อจะออกเรือพระที่นังนั้นจะได้ยิงปืนในเรือพระที่นั่ง  ๓  นดั  โห่  ๓  ลา เป็นสำคัญ  เป็นสัญญาแล้วจึงให้เรือที่มีปืนหน้าเรือยิงรับต่อ ๆ ไปลำละนัดตลอดกระบวน  แล้วเดินทกระบวนตามลำน้ำขึ้นไป  ณ  วันเดือน  ๑๒  ขึ้น  ๓  ค่ำ  เมื่อเสด็จถึงเมืองปทุมธานี   ให้ประทับเรือพระที่นัง  ที่ฉนวนวัดประทุมทองทีเดียว  อย่าประทับ  ที่ฉนวนพลับพลาก่อน  ต่อ  พระราชทานพระกฐินเสร็จแล้ว  จึงจะเสด็จมาพลับพลาครู่หนึ่ง  แล้วจะเสด็จเดินกระบวนต่อไป  ไม่ประทับแรม ที่เมืองประทุมธานี  เมือ่จะออกเรือพระที่นั่งจากวัดประทุมทองนั้น  จะได้ยิงปืนสัญญาทุกลำเหมือนอย่างแรกออกอีกครั้งหนึ่ง  เดินกระบวน  ตามทางลำน้ำขึ้นไปประทับ  ณ  ค่ายหลวงป้อมเพ็ชร์  กรุงเก่า  ในวันเดือน  ๑๒  ขึ้น  ๓  ค่ำ  ให้ได้ตามอย่างครั้งก่อน  ครั้นรุ่งขึ้น  ณ   วันเดือน  ๑๒  ขึ้น  ๔  ค่ำ  เพลาบ่ายเสด็จทรงพระราชทานพระกฐินวัดสุวรรณดาราม ที่  ๑  วัดพนัญเชิง ที่ ๒  สองพระอาราม  ครั้น  ณ  วันเดือน  ๑๒  ขึ้น  ๕ ค่ำ เพลาเช้า  เสด็จเป็นกระบวนพยุหยาตราทรงเรือพระที่นั่งเอกไชย  ตามกระบวนที่จะจัดที่กรุงเก่า  เมื่อออกกระบวนให้โห่รับกันไป  ตามธรรมเนียม  จะประทับพระราชทานพระกฐิน  วัดพุท-ไธศวรรย์ ที่  ๑  วัดกระษัตราราม ที่  ๒  วัดโลกยสุทธาศาลาปูน ที่  ๓  วัดหน้าพระเมรุ ที่  ๔  สี่พระอาราม  ณ  วันเดือน  ๑๒  ขึ้น ๖ ค่ำ  เสด็จเป็นกระบวนอย่างขี้นไปจากกรุงเทพฯ  ให้ทอดกระบวนให้ยาวยืด  เมื่อจะออกเรือพระที่นั่งให้ยิงปืนเป็นสัญญาตลอดกระบวนอีกครั้งหนึ่ง  แล้วเสด็จพระราชทาน  พระกฐินวัดป่าโมกข์พระอารามที่หนึ่ง  ถ้าเวลายังมีจะเสด็จไป  นมัสการพระพุทธไสยาสน์  วัดอินทประมูลด้วยแล้วเสด็จกลับมาที่ป้อมเพ็ชร์ในวันนี้น  แลเมื่อออกเรือกลับ  ให้ยิงปืนอย่างเมื่อไป  ครั้น  ณ  วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๗ ค่ำ เพลาเช้า เสด็จเป็นกระบวนตามธรรมเนียมพระกฐินในกรุงเพทฯ  จะพระราชทานพระกฐิน  วัดธรรมาราม ที่ ๑  วัดขุนญวน ที่ ๒  สองพระอาราม  แล้วเสด็จไปทรงนมัสการพระเจดีย์วัดภูเขาทอง  แล้วกลับทางแหลมศรีษะรอประทับที่วัดมณฑป  ทรงถวายไตรปีพระสมุทมุนี  แล้วเสด็จกลับที่ประทับพลับพลา  ก่อนถวายไตรปี  พระสงฆ์  ที่พลับพลาเพลาบ่าย  พระราชาคณะ  พระถานานุกรม  เจ้าอธิการที่ได้รับไตรปี  และพระกฐิน  จะได้สวดพระกุทธมนต์  รุ่งขึ้น  ณ  วันเดือน  ๑๒  ขึ้น  ๘  ค่ำ  เพลาเช้า  พระราชาคณะ  พระครู  พระถานานุกรม  เจ้าอธิการอันดับที่ได้จีวรเข้ามารับบิณฑบาตฉลองพระกฐิน  ฉลองไตรปี..."
(กรมศิลปากร, ๒๔๘๑, หน้า ๖๘-๗๐)
ในรัชกาล  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว   รัชกาลที่  ๕  ปรากฏหลักฐานว่าชาวพระนครศรีอยุยาได้ช่วยกัน  บูรณปฏิสังขรณ์ยอดพระปรางค์ประธานของวัดขึ้น  ในราว พ.ศ. ๒๔๔๑  (ตรี  อมาตยกุล, ๒๕๐๕, หน้า ๕๓)
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดพุทไธศวรรย์เป็นโบราณสถาน  โดยได้ประกาศในพระราชกิจจา-นุเบกษา  เล่มที่  ๕๒  ตอนที่  ๗๕  วันที่  ๘  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๔๗๘  (กรมศิลปากร,  ๒๕๓๘,  หน้า  ๑๒๕)
 
ปัจจุบันวัดพุทไธศวรรย์  ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง  ชั้นตรี  ชนิดสามัญ  เมื่อวันที่  ๒๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๙  เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช  รัชกาลที่ ๙  ทรงครองสิริราชสมบัติครบ  ๖๐  ปี