|
วัดพุทไธศวรรย์ ตั้งอยู่ในเขตตำบลสำเภาล่ม อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุยา นอกเกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาทางดานทิศใต้ ปัจจุบันมีอาณาเขตเนื้อที่ ๔๖ ไร่ ๒ งาน ๔๖ ตารางวา
มีอาณาเขตติดต่อดังนี้ ทิศเหนือ ติดต่อกับแม่น้ำเจ้าพระยา
ทิศใต้ ติดต่อกับที่ของวัดตำหนัก (ร้าง)
ทิศตะวันออก ติดต่อกับโรงเรียนพุทไธศวรรย์
ทิศตะวันตก ติดต่อกับบ้านเรือนราษฎร
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งมีฐานะเป็นพระอารามหลวง (พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, ๒๕๑๐, หน้า ๒๑๕) ซึ่งสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นหลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์สมบัติแล้ว ๓ ปี โดยเลือกภูมิสถานบริเวณที่เรียกกันว่า ตำบลเวียงเหล็ก เรื่องราวของการสร้างวัดนี้ปรากฎอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า
"ศักราช ๗๑๕ ปีมะเส็ง เบญจกศก (พ.ศ. ๑๘๙๖) วันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ เพลา ๒ นาฬิกา ๕ บาท ทรงพระกรุณาตรัสว่า ที่พระตำหนักเวียงเหล็กนั้นให้สถาปนาพระวิหารและพระมหาธาตุเป็นอาราม แล้วให้นามชื่อ วัดพุทไธศวรรย์"
(พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา, ๒๕๐๗, หน้า ๓)
พระตำหนักเวียงเหล็ก ที่กล่าวไว้ในพงศาวดารนี้ คื้อ บริเวณที่ประทับเดิมของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) ก่อนที่จะยกข้ามแม่น้ำไปสร้างพระราชงวังที่ ตำบลหนองโสน หรือที่เรียกว่า "บึงพระราม" ในปัจจุบันสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นราชธานีใน พ.ศ. ๑๘๙๓
ส่วนเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา ของสมเด็จพระจ้าอู่ทอง ผู้สถาปนากรุงศรีอยุธยานั้นในปัจจุบันยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งยังหาข้อสรุปที่ยุติยังไม่ได้ นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ได้ศึกษาเรื่องราวความเป็นมาของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง และสรุปได้ ๓ ทฤษฎี คือ
ทฤษฎีที่ ๑ เชื่อกันว่าพระเจ้าอู่ทอง เป็นชามาดา (ลูกเขย) เจ้าเมืองสุพรรณบุรี เป็นเชื้อสายของเจ้าชายไชยศิริ แห่งเมืองเชียงราย ซึ่งอพยพถอยร่นกันมาจากเมืองเหนือ ผ่านดินแดนต่าง ๆ จนกระทั่งมาตั้งถิ่นฐานทำกินที่เมืองอู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ต่อมาได้หนึโรคห่า มาตั้งนครหลวงใหม่ที่เมืองอโยธยาใสนปี พ.ศ. ๑๘๙๐ นักปราชญ์รุ่นต่อมาจึงเรียกกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายต่อกันมาว่า วงศ์เชียงราย
ทฤษฎีที่ ๒ เป็นเจ้าเมืองเพชรบุรี ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากขาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพเข้ามายังเมืองปัตตานี แล้วอพยพเดินทัพจ้ามาทางเมืองนครศรีธรรมราช และเพชรบุรี จนกระทั่งตั้งพระนครศรีอยุธยาเป็นราธานี ทฤษฎีนี้ไม่ได้ให้กำเนิดชาติวงศ์ไว้ชัด แต่ก็ได้สรุปเป็นแนวทางว่าพระเจ้ากรุงจีน ได้เมตตาอนุญาตให้เข้าไปค้าขายในประเทศจึนได้เป็นกรณีพิเศษ
ทฤษฎีที่ ๓ เป็นเจ้าชายเมืองลพบุรี (อาจเชื้อสายขอม?) เจ้าของทฤษฎีนี้ได้แก่ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ซึ่งทรงพระราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่พระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิปลากร แต่ไม่ทันได้ให้เหตุผลชัดเจนท่านได้ทิวงคตเสียก่อน พระยาโบราณราชธานินทร์ จึงกำหนดอายุของเมืองอยุธยาว่าในสมัยต้น เป็นทราวดี และนายมานิต วับลิโภดม อดีตภัณฑารักษ์พิเศษ กรมศิลปากร ได้ศึกษาขยายความ ปรากฏรายละเอียดเพิ่มเติมในบทความเรื่องละโว้ - อยุธยา - ตามพรลิงค์ ว่าเป็นกษัตริย์เมืองละโว้ - อโยธยา
ในจดหมายเหตุโหรได้กล่าวถึง เหตุการณ์ครั้งที่พรเจ้าอู่ทอง ทรงอพยพพาไพร่พลหนีโรคภัยมาจากเมืองอู่ทองนั้น ในตอนแรกได้มาตั้งที่ตำบลเวียงเหล็ก เมื่อปีกุน จุลศักราช ๗๐๙ (พ.ศ. ๑๘๙๐) และได้พักไพร่พลอยู่ ณ ที่นี้ถึง ๓ ปี จนกระทั้งเห็นว่าไพร่พลของพระองค์พ้นจากความอิดโรย มีความเข้มแข็งขึ้น จึงยกไพร่พลข้ามแม่น้ำมาสร้างพระนครศรีอยุยา อยู่ในบริเวณปัจจุบันและทำพระราชพิธีราชาภิเษกสถาปนาพระนคร เมือปีเถาะ โทศก จุลศักราช ๗๑๒ (พ.ศ. ๑๘๙๓) (กรมศิลปากร, พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๑, ๒๕๑๖, หน้า ๓๘๒)
ครั้นเมื่อพระองค์ครองราชย์สมบัติได้ ๓ ปี ใน พ.ศ. ๑๘๙๖ (จ.ศ. ๗๑๕) จึงได้สถาปนาพระอารามขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสร้างชาติของพระองค์ ด้วยความสำคัญของพื้นที่ดังกล่าวข้างต้น
การศึกษาของประยูร อุลุชาฎะ (น. ณ ปากน้ำ) ได้ระบุว่า บริเวณที่ตั้งพระตำหนักเวียงเหล็กนั้น ตั่งอยู่ภายในเขตของเมืองปะทาคูจาม (ปะทา แปลว่า ป้อม และจาม หมายถึง ชาวเวียดนามที่นับถือศาสนาอิสลาม) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณคลองปะจาม ซึ่งอยู่ถัดวัดพุทไธศวรรย์ไปทางทิศตะวันออกไมไกลนัก (น. ณ ปากน้ำ, ๒๕๑๖, หน้า ๔๕) อันปรากฎในแผนที่ของชาวต่างชาติ ว่าเป็นบริเวณที่ตั้งถิ่นฐาน ของชาวญวนในสมัยอยุธยา (อัมพร สายสุวรรณ, แผนผังกรุงศรีอยุธยาไม่มีเลขหน้า) ในสมัยอยุธยา บริเวณปากคลองคูจามนี้ เป็นตลาดน้ำที่ใหญ่ที่สุด ๑ ใน ๔ ตลาดของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่าเป็นบริเวณที่มีชุมชนขนาดใหญ่และมีความสำคัญอาศัยอยู่บริเวณนี้ (กรมศิลปกร, ๒๕๑๑, หน้า ๑๗๐)
ประยูร อุลุชาฎะ ได้สันนิษฐานว่าคลองคูจามนี้มีความสำคัญในฐานะที่เป็นคูเมือง ของเมืองปะทาคูจาม ตัวเมืองอาจเป็นที่ดินซึ่งเรียกว่า แหลมบางกะจะ ในเขตตำบลสำเภาล่ม อันโอบล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศเหนือ และแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งไหลโอบจากวัดพนัญเชิง ลงใต้ทางทิศตะวันออก ส่วนคลองปะจามนั้นอยู่ทางทิศตะวันตก หรือตัวเมืองปะทาคูจามอาจจะเป็นบริเวณ ตำบลเวียงเหล็ก ที่วัดพุทไธศวรรย์ โดยมีคลองปะจามเป็นคูเมืองทางทิศตะวันออก คลองตะเคียงเป็นคูเมืองทางทิศตะวันตก มีแม่น้ำเจ้าพระยาโอบทั้งทางทิศเหนือและใต้
และจากข้อความที่ระบุเหตุการณ์ ในสมัยอยุธยาตอนต้นเกี่ยวกับพื้นที่บริเวณปะทาคูจาม ในพระราชพงศาวดารกรุงศีอยุยา ทำให้พอจะสันนิษฐานได้ว่าในสมัยอยุธยาตอนต้นนั้น ปะทาคูจากมีลักษณะเป็นวังหน้า ดังข้อความนี้
*** "ศักราช ปีเถาะ นพศก สถาปนาวัดภูเขาทอง เพลาเย็น เสด็จไป ณ พระที่นังมังคลาภิเษก ท้าวมณเฑียรซึ่งถึงอนิจกรรมแต่ก่อนหน้านั้นมานั่งขวางทางเสด็ขอยู่แล้วแลหายไป สมเด็จพระราาเมศวรบรมพิตรก็เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติหกปี จึงพระยาราม ผู้เป็นพระราชบุตร ได้ครองราชย์สมบัติได้ห้าปี สมเด็จพระยารามเจ้ามีความพิโระแก่เจ้าพระยามหาเสนาบดี ดำรัสสั่งให้กุมเอาตัวไป เจ้าพระยามหาเสนาบดี หนีรอดไป อยู่ฟากปะทาคูจามจึงให้เสด็จสมเด็จพระอินทราชา ณ เมืองสุพรรณบุรีเสด็จเข้ามาถึง จึงเจ้าพระยามหาเสนาบดี ยกเข้าปล้นเอาพระนครศีอยุธยาได้ จึงเชิญสมเด็จพระอินทราชาขึ้นครองราชย์ สมบัติในศักราช ๗๖๓ ปีมเสง ตรีศก ให้สมเด็จพระยารามไปกิน เมืองปะทาคูจาม" ***
(น. ณ ปากน้ำ, ๒๕๐๖, หน้า ๔๕)
ในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ วัดพุทไธศวรรย์ ได้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งทัพของพม่า ในคราวที่ยกทัพมาล้อมกรุงฯ เพื่อทำการรบกับกรุงศรีอยุธยา เนื่องจากวัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดที่ตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองกรุงศรีอยุธยา กล่าวคือ เมื่อครั้งที่พระเจ้าเบเรงนอง แห่งกรุงหงสาวดี หรงส่งพระราชสานส์น มาขอม้าและช้างเผือก จากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ แต่ถูกปฏิเสธ พระเจ้าบุเรงนองจึงยกทัพเข้ามาและกวาดต้อนเอากำลังทางหัวเมืองของไทยมาสมทบด้วย เมื่อยกทัพมาถึงกรุงศรีอยุธยา ดังจข้อความว่า
"ในวันพุธ เดืนอยี่ แรม ๑๐ ค่ำ ศักราช ๙๐๐ ปีระกา เอกศก (พ.ศ. ๒๐๙๒) จึงโปรดให้พระมหาอุปราช เป็นกองหน้าตั้งค่าย ณ ตำบลเพนียด ทัพพระเจ้าแปรเป็นปีกซ้าย ตั้งค่าย ณ ตำบลทุ่งโพธาราม ทัพพระเจ้าอังวะเป็นปีกขวา ตั้งค่าย ณ ตำยบลพุทไธศวรรย์ ทัพพระยาตองอู ทัพพระยาจิตตอง ทัพพระยาละเคิ่ง เกียกกาย ตั้งค่ายวัดท่าการ้องลบงไปถึงวดัไชยวัฒนาราม ทัพพระยาพสิน, ทัพพระยาสะเรียง กองหน้าทัพหลวงตั้งค่าย ณ ตำบลลุ่มพลี ทัพหลวงตั้งค่าย ณ ตำบลวัดโพธิ์เผือก ทุ่งขนอนปากคู ทัพสเมด็จพระมหาธรรมราชาธิราช ตั้งค่าย ณ ตำบลมะขามหย่อง (หลังค่ายหลวง)"
**(ศรีอยุธยา, ๒๕๑๕, หน้า ๗๕)
ในรัชการสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ ๘ (ขุนหลวงสรศักดิ์ หรือ สมเด็จพระเจ้าเสือ) ราว พ.ศ. ๒๒๔๓ สมเด็จกรมหลวงโยธาเทพ และสมเด็จกรมหลวงโยธาทิพ สมเด็จพระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย และฝ่ายขวาในสมเด็จพระเพทราชา ได้ทูลลาสมเด็จพระเจ้าเสือ ออกจากพระราชวัง พร้อมด้วยเจ้าตรัสน้อยราชบุตร (พระราชโอรสจองสมเด็จพระเพทราชา) ไปตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้วัดพุทไธศวรรย์ ครั้นเมื่อปีมะโรง โทศก เจ้าตรัสน้อยพระชนม์ครบ ๑๓ พรรษา เจ้ากรมหลวงโยธาเทพพระราชมารดานั้น ก้ได้กระทำมหามงคลพิธีโสกันต์พระราชบุตร ครั้นโสกันต์แล้วจึงให้ไปทรงผนวชเป็นสามเณร อยู่ในสำนักพระพุทธโฆษาจารย์ ราชาคณะ เพื่อทรงเรียน พรปริยัติไตรปิฎกธรรม และคัมภีร์เลขยันต์มนตร์คาถาสรรพวิทยาคุณต่าง ๆ จนกระทั่งพระชนม์ได้ ๑๘ พรรษา จึงลาผนวช ออกเที่ยวเรียนศิลปศาสตร์ แขนงต่าง ๆ จนพระชนม์ครบอุปสมบทก็ทรงผนวชเป็นพระภิกษุ (กรมศิลปากร, ๒๕๑, หน้า ๑๗๔)
ในช่วงสมัยอยุธยาตอนปลาย ได้มีเหตุการณ์ในพระราชพงศาวดารระบุว่า บริเวณวัดพุทไธศวรรย์นั้น ได้ใช้เป็นสถานที่ประกอบการเมรุที่สำคัญถึง ๒ ครั้ง กล่าวคือ
ในรัชกาลสมัยพระเจ้าอยู่ทัวห้ายสระ ปี พ.ศ. ๒๒๕๘ กรมหลวงโยธาทิพทิวงคต ณ ตำหนักริมวัดพุทไธศวรรย์ จึงได้จัดงานพระศพตามพระราชประเพณี ดังข้อความว่า
" ณ ปีมะแม สัปตศกนั้น...ในปีนั้น เจ้าพระอัยยิกา กรมหลวงโยธิทิพทิวงคต ณ พระตำหนัก วัดพุทไธศวรรย์นั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ขช่างไม้กระทำการเมรุ ขื่อยาว ๕ วา ๒ ศอก โดยสูง ๒๐ วา ๒ ศอก และพระเมรุทองกลาง และการพระเมรุทั้งปวงนั้น ๖ เดือนเศษจึงแล้วเชิญ พระโกศทองขึ้นราชรถ พร้อมเครื่องอลงกตแห่แหนเป็นอันมากนำมาสู่พระเมรุทอง และการที่บูชาให้ทานทั้งปวง ตามอย่างราชประเพณีมาแต่ก่อนสมโภช ๗ วัน การพระศพนั้นสำเร็จบริบูรณ์"
** (กรมศิลปากร, ๒๕๐๖, หน้า ๒๐๒)
ต่อมา ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ สมเด็จกรมหลงงโยธาเทพ ได้ทิวงคตลง ณ ตำหนักริมวัดพุทไธศวรรย์ พระองค์ได้ทรงโปรดให้ทำการเมรุ ณ วัดพุทไธศวรรย์ ดังข้อความว่า
"ในปีเถาะ สมเด็จพระอัยกีกรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งเสด็จอยู่ ณ พระตำหนักริมวัดพุทไศวรรย์นั้นดับสูญสิ้นพระชนม์ จึงโปรดให้ทำพระเมรุมาศขนาดน้อย ณ วัดพุทไธศวรรย์นั้น แล้วเชิญ พระโกศขึ้นพระยานุมาศแห่มาเข้าพระเมรุ พระราชทานพระสงฆ์สดับปกรณ์ และมีงานมหรสพสามวัน แล้วเสด็จไประราชทานเพลิง ตามโบราณราชประเพณีสืบ ๆ กันมา"
(กรมศิลปากร, ๒๕๑๖, หน้า ๒๒๑)
วัดพุทไธศวรรย์น่าจะมีควาสำคัญมากขึ้นใน พ.ศ. ๒๒๙๓ เมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้นำคณะฑูตชาวสิงหลไปนมัสการและประกอบศาสนกิจที่วัดพุทไธศวรรย์ โดยการเข้ามาของคณะฑูตชาวสิงหลในครั้งนี้ปรากฎ ข้อความในราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาว่า
"ลุศักราช ๑๑๑๕ ปีระกา เบญจศก ฝ่ายพระเจ้ากิตติศิริราชสีห์ ได้เสวยสมบัติในเมืองสิงขัณฑนคร เป็นอิสราธิบดีในลังกาทวีป ครั้งนั้น พระพุทธศาสนาในเกาะลังกาหาพระภิกษุสงฆ์ไม่ได้ จึงแต่งให้ศิริวัฒนอำมาตย์เป็นราชฑูต กับอุปฑูต ตรีฑูตจำทูลพระราชสานส์นคุมเครื่องมงคลราชบรรณาการ มีพระบรมสารีริกธาตุเป็นอาทิ มากับกำปั่นโอลันขาพานิชวิลันดาเข้ามาจำเริญทางพระราชไมตรี ณ กรุงเทพมหานคร จะขอพระภิกษุสงฆ์ออกไปให้อุสมบทบวช กุลบุตร สืบพระพุทธศาสนาในลังกาทวีป ทรงพระกรุณาดำรัสสั่งให้จัดแจงรับฑูตานุฑุตลังกาตามธรรมเนียม...แล้วโปรดให้อาราธนา พระอุบาลี พระอริยมุนี พระราชาคณะสองพระองค์กับพระสงฆ์อันดับสิบ สองรูป ออกไปตั้งพระพุทธศาสนาบวชกุลบุตรไว้ในลังกาทวีป..."
(กรมศิลปากร, ๒๕๑๖, หน้า ๒๓๕)
ใหนังสือ "เรื่องประดิษฐานพระสงฆ์สยามวงศ์ในลังกาทวีป" ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงกล่าวถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่คณะราชฑูตลังกา ได้เข้ามาในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศนี้ โดยได้ระบุว่าในจดหมายเหตุราชฑูตลังกาซึ่งเข้ามาในช่วงนั้น ได้มีการเขียนบันทึกพรรณนาถึงสภาพของวัดพุทไธศวรรย์ไว้อย่างละเอียด ซึ่งถือได้ว่าเป็นข้อมูลสำคัญส่วนหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสิ่งก่อสร้างภายในวัดพุทไธศวรรย์ ในช่วงอยุธยาตอนปลาย (สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ, ๒๕๐๓, หน้า ๑๒๔)
แต่พระองค์ทรงตัดตอน ไม่ได้บรรยาไว้ในหนังสือนั้นเอกสารที่ระบุรายละเอียดของวัดพุทไธศวรรย์นี้ ได้รับการแปลและตีพิพ์ในวารสาร Journal of the Royal Asiatic Society, Ceylon Branch, Vol. XVIII, No. 54 (1903), PP, 22-26. โดยอ้างอิงจาก P.E. Pieris, "An Account of King kirti Sri' Embassy to Siam in 1672 Saka (1750 A.D.) มีข้อความดังนี้
"เจ็ดวันต่อมาในวันศุกร์ เป็นวันเพ็ญ ข้าราชการสองคนมาพบเราและบอกว่า มีพระบรมราชโองการให้เราไปที่วัดสองวัดในวันนี้ เราจึงเดินทางโดยเรือไปที่วัดเรียกว่า วัดพุทไธ-ศวรรย์ ( Puthi Suwan) ซึ่งจะอธิบายดังต่อไปนี้ ทางด้านขวามือของแม่น้ำใหญ่มีทุ่งกว้างที่สิ้นสุดลงที่ฝั่งแม่น้ำ ณ ที่นี้มีอาคารหลังคาสองชั้นสร้างเป็นรูปจัตุรัส มีประตูอย่ สี่ประตู ทั้งสี่ด้าน ผนังทั้งสี่ประดิษฐานพระพุทธรูปปิดทองสองร้อยองค์ ภายในประตูทางด้านทิศตะวันออกมีรอยพระพุทธบาทจำลอง รูปมงคลบนรอยพระพุทธบาทนั้น ปิดทองตรงกลางของจัตุรัสมี พระปรางค์ (dagava) ใหญ่ปิดทอง มีสี่ประตู เมื่อเข้าประตู ด้านทิศตะวันออกแล้วจะมีบันไดศิลาปิดทอง พระมหาธาตุนั้นประดิษฐานอยู่ภายในห้องคูหาของพระปรางค์ ห้องนี้สร้างขึ้นเพื่อให้เดินประทักษิณได้โดยรอบพระมหาธาตุ โดยไม่ต้องเข้าไปใกล้พระธาตุ ภายในพระปรางค์ยังมีรอยพระบาทจำลองปิดทองอีกด้วย เคียงข้างประตูทิศตะวันออก มีพญานาคห้าเศียรเลื้อยลงสู่พื้นดินทางด้านทิศเหนือของพระปรางค์มีวิหารหลังคาสองชั้น มีชุกชีอยู่ตรงกลางบนฐานนี้มีพระพุทธรูปประทับปิดทอง สูง ๑๒ ศอก ทางด้านทิศตะวันออกหันหน้าไปทางพระปรางค์ มีวิหารหลังคาห้าชั้น ผูกเพดานด้วยผ้าและประดับด้วยจิตรกรรมปิดทองเสากลางห้องปิดด้วยแผ่นทองคำ บนชุกชีกลางห้องนั้นมีพระพุทธรูปทองคำขนาดเท่าคน เคียงข้างด้วยรูปปิดทองคล้ายกับสองรูปพระสาวกสำคัญ พระสารีบุตรมหาสามิ และพระมหาโมคคลานะมหาสามิ และรูปอื่น ๆ อีกมากมาย ตอนบนของประตูทางเข้าต้งแต่หลังคาถึงทับหลังประตูมีจิตรกรรมปิดทองรูปพระพุทธเจ้าในสวรรค์ของท้าวสักกะ พระพุทธองค์ประทับบนบัลลังก์สีขาว ทรงเทศนาพระอภิธรรมอันประเสริฐ โปรดพระอิศวร (Maha Deva) และเทพ และพรหมในโลกที่ยังไม่มีการครบถ้วนและมีภาพตอนเมื่อทรงเทศนาเสด็จลงจากสวรรค์โดยบันไดทองสู่ศากยะปุระ (Sakaspura) พระวิหารหลังนี้มีกำแพงและประตูล้อม อย่างมั่นคง รอบ ๆ มีอาคารที่รื่นรมย์และกุฏิสงฆ์เต็มไปด้วยผู้ทรงศีล ผู้ศรัทธาที่สูงศักดิ์ อุบาสิกา"
(พิริยะ ไกรฤกษ์, ๒๕๓๖, หน้า ๓๕)
หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว ก็ไม่มีหลักฐานทางด้านเอกสารใดกล่าวถึงวัดพุทไธศวรรย์อีกจนกระทั่งถึงในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเทพพลภักดิ์ ซึ่งบัญชาการกรมพระคชบาล เสด็จออกไปชมเพนียดทรงพบว่าที่ด้านหน้ามุขของปรางค์ประธานวัดพุทไธศวรรย์นั้น มีพระรูปพระเจ้าอู่ทองตั้งอยู่ ต่อมาเข้าจึงกราบทูลมายังสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ พระองค์จึงโปรดให้อัญเชิญ เทวรูปนั้นลงมากรุงเทพฯ ในพ.ศ. ๒๓๒๗ แล้วโปรดให้หล่อดัดแปลงใหม่เป็นพระพุทธรูปทรงเครื่อง หุ้มเงินทั้งองค์ และโปรดให้ประดิษฐานไว้ ณ หอพระเทพบิดรภายในวัดพระศรีรัตนศาสดารามในปัจจุบัน ส่วนรูปที่เรียกกันว่า "พระเจ้าอู่ทอง" ในปัจจุบันนี้ เป็นของหล่อขึ้นใหม่แทนของเดิม ทำเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องน้อย ประทับยืนอยูภายในซุ้มจระนำบริเวณผนังด้านทิศเหนือของมุขด้านทิศตะวันออก (พวงทอง สิริสำลี, ๒๕๑๑, ๔๑) เหตุการณ์ดังกล่าวปรากฎข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัขกาลที่ ๑ ดังนี้
"...โปรดให้เชิญพระเทพบิดร คือ พระรูปสมเด็จพระรามาบดี (อู่ทอง) ซึ่งเป็นปฐมวงศ์ สร้างกรุงเก่ามาแปลงเป็นพระพุทธรูปหุ้มเงินปิดทองประดิษฐานไว้ในพระวิหาร พระวิหารนั้น พระราชทานนามว่า หอพระเทพบิดร..."
** (เพระยาทิพากรวงศ์, ๒๕๒๖, หน้า ๔๘)
ในรัชกาลสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว วัดพุทไธศวรรย์ เป็นวัดในกรุงศีอยุธยาวัดหนึ่งที่พระองค์ทรงเสด็จมาพระราชทานพระกฐินโดยกระบวนพระยุหยาตราทางชลมารค เมื่อครั้งเสด็จพระราชทานพระกฐิน ณ เมืองปทุมธานี และกรุงเก่าหรือพระนครศรีอยุธยา ดังปรากฎข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์พระราชทานพระกฐินครั้งนี้ในจดหมายเหตุ ในรัชกาลที่ ๔ ดังนี้
"จะเสด็จทางชลมารค เป็นกระบวนพยุหยาตราตามอย่างครั้งเมื่อเสด็จในเดือน ๔ แล้วมา แต่ครั้งนี้จะทรงพระราชทานพระกฐินเมืองปทุมธานี เมืองกรุงเก่า เป็นพระราชประสงค์ กำหนด ณ วันอาทิตย์ เดือน ๑๒ ขึ้น ๒ ค่ำ ปีเถาะ สัปตศก เพลา ๓ ยาม ให้กระบวนพร้อม จะเสด็จแต่ยังไม่รุ่ง เมื่อจะออกเรือพระที่นังนั้นจะได้ยิงปืนในเรือพระที่นั่ง ๓ นดั โห่ ๓ ลา เป็นสำคัญ เป็นสัญญาแล้วจึงให้เรือที่มีปืนหน้าเรือยิงรับต่อ ๆ ไปลำละนัดตลอดกระบวน แล้วเดินทกระบวนตามลำน้ำขึ้นไป ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๓ ค่ำ เมื่อเสด็จถึงเมืองปทุมธานี ให้ประทับเรือพระที่นัง ที่ฉนวนวัดประทุมทองทีเดียว อย่าประทับ ที่ฉนวนพลับพลาก่อน ต่อ พระราชทานพระกฐินเสร็จแล้ว จึงจะเสด็จมาพลับพลาครู่หนึ่ง แล้วจะเสด็จเดินกระบวนต่อไป ไม่ประทับแรม ที่เมืองประทุมธานี เมือ่จะออกเรือพระที่นั่งจากวัดประทุมทองนั้น จะได้ยิงปืนสัญญาทุกลำเหมือนอย่างแรกออกอีกครั้งหนึ่ง เดินกระบวน ตามทางลำน้ำขึ้นไปประทับ ณ ค่ายหลวงป้อมเพ็ชร์ กรุงเก่า ในวันเดือน ๑๒ ขึ้น ๓ ค่ำ ให้ได้ตามอย่างครั้งก่อน ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๔ ค่ำ เพลาบ่ายเสด็จทรงพระราชทานพระกฐินวัดสุวรรณดาราม ที่ ๑ วัดพนัญเชิง ที่ ๒ สองพระอาราม ครั้น ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๕ ค่ำ เพลาเช้า เสด็จเป็นกระบวนพยุหยาตราทรงเรือพระที่นั่งเอกไชย ตามกระบวนที่จะจัดที่กรุงเก่า เมื่อออกกระบวนให้โห่รับกันไป ตามธรรมเนียม จะประทับพระราชทานพระกฐิน วัดพุท-ไธศวรรย์ ที่ ๑ วัดกระษัตราราม ที่ ๒ วัดโลกยสุทธาศาลาปูน ที่ ๓ วัดหน้าพระเมรุ ที่ ๔ สี่พระอาราม ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๖ ค่ำ เสด็จเป็นกระบวนอย่างขี้นไปจากกรุงเทพฯ ให้ทอดกระบวนให้ยาวยืด เมื่อจะออกเรือพระที่นั่งให้ยิงปืนเป็นสัญญาตลอดกระบวนอีกครั้งหนึ่ง แล้วเสด็จพระราชทาน พระกฐินวัดป่าโมกข์พระอารามที่หนึ่ง ถ้าเวลายังมีจะเสด็จไป นมัสการพระพุทธไสยาสน์ วัดอินทประมูลด้วยแล้วเสด็จกลับมาที่ป้อมเพ็ชร์ในวันนี้น แลเมื่อออกเรือกลับ ให้ยิงปืนอย่างเมื่อไป ครั้น ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๗ ค่ำ เพลาเช้า เสด็จเป็นกระบวนตามธรรมเนียมพระกฐินในกรุงเพทฯ จะพระราชทานพระกฐิน วัดธรรมาราม ที่ ๑ วัดขุนญวน ที่ ๒ สองพระอาราม แล้วเสด็จไปทรงนมัสการพระเจดีย์วัดภูเขาทอง แล้วกลับทางแหลมศรีษะรอประทับที่วัดมณฑป ทรงถวายไตรปีพระสมุทมุนี แล้วเสด็จกลับที่ประทับพลับพลา ก่อนถวายไตรปี พระสงฆ์ ที่พลับพลาเพลาบ่าย พระราชาคณะ พระถานานุกรม เจ้าอธิการที่ได้รับไตรปี และพระกฐิน จะได้สวดพระกุทธมนต์ รุ่งขึ้น ณ วันเดือน ๑๒ ขึ้น ๘ ค่ำ เพลาเช้า พระราชาคณะ พระครู พระถานานุกรม เจ้าอธิการอันดับที่ได้จีวรเข้ามารับบิณฑบาตฉลองพระกฐิน ฉลองไตรปี..."
(กรมศิลปากร, ๒๔๘๑, หน้า ๖๘-๗๐)
ในรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว รัชกาลที่ ๕ ปรากฏหลักฐานว่าชาวพระนครศรีอยุยาได้ช่วยกัน บูรณปฏิสังขรณ์ยอดพระปรางค์ประธานของวัดขึ้น ในราว พ.ศ. ๒๔๔๑ (ตรี อมาตยกุล, ๒๕๐๕, หน้า ๕๓)
กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดพุทไธศวรรย์เป็นโบราณสถาน โดยได้ประกาศในพระราชกิจจา-นุเบกษา เล่มที่ ๕๒ ตอนที่ ๗๕ วันที่ ๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ (กรมศิลปากร, ๒๕๓๘, หน้า ๑๒๕)
ปัจจุบันวัดพุทไธศวรรย์ ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๙ เนื่องในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี |